อิน บูโดกัน ออกกำลังกาย

นักร้องชื่อดัง

  • อิน บูโดกัน หรือ อินทิรา ยืนยง ได้เปิดความในใจผ่านรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 ที่ยกร้านออนไลน์ กูอินฟินทุกเมนู ของตัวเองมาให้ชิม พร้อมให้สัมภาษณ์ว่าที่ตั้งใจลดน้ำหนักเพราะอยากท้อง หลังน้ำหนักพุ่งไปถึง 74 กิโล

  • จนต้องหันมาออกกำลังกายควบคู่กับการคุมอาหาร ผลลัพธ์ทำให้น้ำหนักลดลงไป 10 กิโล ภายในระยะเวลา 2 เดือน เปลี่ยนจากลุกส์เดิมที่เคยเป็นสาวเท่ แต่งตัวทะมัดทะแมง มาเป็นแนวเดรสรัดรูปโชว์สัดส่วนเอวเอสยั่วๆ แถมยังเผยเคยบอกสามีให้ไปซื้อกินได้ แต่ห้ามเลี้ยงเป็นตัวเป็นตน!!

ทำไมผอมลงเรื่อยๆ?

“ช่วงนี้น่าจะผอมที่สุดแล้ว เคยหนักสุดคือ 85 ตอนนี้ 60 – 65 ค่ะ แต่เคยผอมมากสุด 52 ค่ะ ทานให้ถูกหลัก ออกกำลังกาย แต่เราไม่ได้อยากให้ผอมมากแต่เพียงอยากให้มีซิกซ์แพ็ก มีกล้ามเนื้อค่ะ”

แล้วจะเปลี่ยนการแต่งตัวไหม กระโปรงสั้น ส้นเข็ม เปิดไหล่ เกาะอก?

“กระโปรงสั้นอาจจะมีบ้าง แต่ส้นเข็ม เปิดไหล่ ยอมค่ะ เพราะมันไม่ใช่ตัวเรา

อะไรคือแรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก?

“เพราะก่อนหน้านี้เราไม่รู้ตัวเลยเวลาน้ำหนักเราขึ้น แล้วคือพอเรากลับมาเห็นภาพเก่าตัวเองแล้วเรารู้สึกว่าเราไปถึงตรงนั้นได้ยังไง แต่ตอนนั้นเราชินตัวเองด้วยเพราะเราสะสมไขมันมาเรื่อยๆ ปีละนิดหน่อย จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราลดน้ำหนักคืออยากมีลูก ส่วนสามีเขาไม่เคยผลักดันให้เราลดน้ำหนักเลยเพราะเขารักเราที่เราเป็นเราแบบนี้ เพราะตอนที่เขาเจอเราเราก็น้ำหนักเยอะอยู่แล้ว ตอนนั้นประมาณ 80 ค่ะ แต่เขาก็ยังรักเรา”

 

เขาเคยขอให้เราเปลี่ยนอะไรบ้าง?

“สามีเราฉลาดเขาจะไม่เคยพูดอะไรให้เราเปลี่ยนหรืออะไร แต่ช่วงนี้ที่เราผอมลง เขาจะพาเราไปซื้อเสื้อผ้า แบบมีเปิดไหล่หน่อย เสื้อผ้าแบบรัดรูป เป็นกระโปรง เพื่อบังคับให้เราเดินเรียบร้อยขึ้นตามเสื้อผ้าที่เราใส่ ให้เรานั่งระวังมากขึ้นถ้าเราใส่กระโปรง เวลาเดิน หรือนั่งค่ะ”

หลายคนยังงงคืออินชอบผู้ชาย อีกอย่างที่ทุกคนอยากรู้ยังชอบผู้หญิงอยู่ไหม?

“ชอบค่ะ ซึ่งสามีก็รู้ว่าเราชอบผู้หญิงอยู่ค่ะ เขาไม่ได้ว่าอะไรเขาก็จะมองๆ แต่ไม่รู้ว่าหึงบ้างมั้ย แต่เราคิดว่าน่าจะมีบ้าง”

แต่เมื่อแต่งงานแล้วก็เปลี่ยนหลายอย่าง?

“เราก็เปลี่ยนเท่าที่เราเปลี่ยนให้คนที่เรารักได้ สิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุดน่าจะเป็นนิสัยส่วนตัว เช่น ความเป็นตัวตนของเราเพราะเราเป็นคนปากร้าย ใจร้อน ขี้โวยวาย พูดคำหยาบ แต่เขาไม่อยากให้อินพูดคำหยาบกับใครเลย แม้แต่เพื่อนสนิท อย่างเพื่อนสนิทเป็นผู้จัดการเราตอนนี้ จะพูดคำว่า เมิง หรืออะไรแบบนี้ จะพูดได้แค่กับผู้จัดการคนนี้คนเดียว ส่วนคนอื่นห้ามพูด ต่อให้สนิทกันขนาดไหนก็ห้าม”

“เขาขอเราเพราะเขารู้สึกว่ามันดูไม่ดีมากเลย ถามว่ามันยากสำหรับเรามั้ยที่ห้ามพูดคำนี้ ยากมากเลยแต่เราก็ต้องทำ แบบบางทีเผลอพูดไปบ้าง แต่สามีเขาก็เข้าใจเรามันก็ต้องมีหลุดบ้าง แต่ที่เขาเห็นคือความพยายามในการกระทำของเรา ส่วนคนรอบข้างเราเข้าก็เข้าใจในสิ่งที่เราทำ ตอนนี้ก็พูดเพราะขึ้นมาบ้าง”

เวลาเราพูดกับแฟนพูดยังไง?

“เรียกแทนตัวเองว่า หนู ป๊ะป๋า ทานข้าวค่ะ”

เห็นว่าที่มัดใจสามีได้เป็นวลีทองคือ ซื้อกินได้นะ แต่ห้ามเลี้ยงดู?

“ใช่ค่ะ ใครจะยอม คือผู้ชายเวลาแต่งงานแล้วเรารู้ว่าความต้องการของเขาไม่เหมือนกับผู้หญิง เพราะผู้หญิงพักๆ ก็หมดล่ะ”

ทำไมอยู่ดีๆ ถึงเริ่มต้นพูดประโยคนี้ออกมา?

“เหมือนเราอยู่ด้วยกันตอนนั้นแล้ว เราก็พูดกับเขาว่าป๊าถ้ามีความต้องการก็ไปซื้อกินเลยนะ ไปเที่ยวเลยนะ แต่ห้ามเลี้ยงดูเด็ดขาด ถ้าเอาเงินที่เราทำมาหากินแล้วไปเลี้ยงดูนะมีเรื่อง เขาไม่ชอบเห็นหนูเป็นนางมาร ไม่ชอบเป็นนางยักษ์ เพราะเขาเคยเห็นแล้วเราไม่ฟังอะไรเลย แล้วเขาก็ทนไม่ได้ เลยเป็นข้อตกลงของเราทั้งคู่ แต่เขาก็ไม่เคยไปเที่ยวแบบนั้นนะคะ เพราะเขาเคยพูดกับเพื่อนว่าเราให้เขาไปเที่ยว แต่ห้ามเลี้ยงดู ใครจะไป เกรงใจเขา”

ที่บอกไว้ตอนแรกว่าอยากมีลูก ตั้งใจจะมีเมื่อไหร่?

“ตั้งใจไว้ว่าจะมีมา 4 ปีแล้วค่ะ แต่ตอนนี้คิดว่าไม่มีละ พอพูดว่าไม่เอาเดี๋ยวเขาก็มา เราก็ไปตรวจไปหาหมอมาเรียบร้อยแล้ว แต่ด้วยอายุของเราและเขาด้วย แต่ก็ถอนใจกันละค่ะ แต่เราก็ยังปล่อยไปตามธรรมชาตินะคะ”

เคยทะเลาะกันไหม?

“2 ปี หลังมานี่ไม่เคยทะเลาะกันเลยสักวัน เพราะเขาพูดว่าเขาไม่ชอบมีเรื่อง ไม่ชอบทะเลาะ เพราะเขาพูดว่าเมื่อไหร่ที่เราสองคนเดินออกจากบ้านไปทำงานแล้วไม่รู้ว่าเราจะกลับมาเจอกันมั้ย อย่าทะเลาะกันเลย มันไม่มีอะไรดีเลย”

แล้วเรายังจะได้เห็นอินร้องเพลงอยู่หรือเปล่า?

“ยังทำอยู่เหมือนเดิมค่ะ ร้องเพลง สอนร้องเพลง เล่นคอนเสิร์ต ทำอาหารลงในเพจ ฝากผลงานและอาหารด้วยนะคะ”

เรียบเรียงโดย                baandeemestyle