อยากจนให้ทำต่อไป กับ 6 นิสัยสู่ความจน

1 เหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ หนักก็ไม่เอา เบาก็ไม่สู้

คนที่ร่ำรวยหลายคน เชื่อไหมว่า เขาไม่ได้เก่ง หรือฉลาดไปกว่าคุณเลย แต่เขาแค่อาจเป็นคนขยันกว่า คิดบวกกว่า สู้กว่าคุณเท่านั้นเอง เวลาเจอปัญหา เขาอาจหาวิธีแก้ ในขณะที่คุณ หาข้อแก้ตัวต่างๆ เวลาล้มเหลว เขาอาจเริ่มต้นใหม่อีก

ในขณะที่คุณอาจล้มเลิก คนรวยลงมือทำทุกอย่าง อย่างเต็มที่ สู้สุดชีวิต ในขณะที่คนจน ทำนิด ทำหน่อย ไม่ได้ดั่งใจก็เบื่อ ก็เปลี่ยน เห็นคนอื่นทำสิ่งเดียวกันดีกว่า ก็ล้มเลิกเสียแล้ว

2 ใช้เงินชนเดือนทุกเดือน แถมหยิบยืมเพื่อน

ถ้าคุณเงินเดือน 15,000 เท่ากับว่า คุณมีค่าตัววันละ 500 บาท (500*30=15,000) ถ้าคุณกินกาแฟแก้วละ 50 บาท วันละ 2 แก้ว รวม 100 บาท นั่นก็คือ 30% ของรายได้ต่อวันคุณแล้ว ถ้าคุณเดินทางไปทำงาน หรือกินอาหาร 3 มื้อ เช้า กลางวัน เย็น คงประมาณ 300-400 บาท นั่นคือเกือบ 100% ของเงินได้คุณ

นั่นก็เริ่มเข้าใกล้ค่าครองชีพคุณแล้ว ถ้าหากวันไหนมีอะไร ที่คุณอยากได้ อยากซื้อ อยากไปอีก นั่นเป็นสัญญาณด้านลบแล้ว ที่บอกว่า คุณเริ่มจะใช้จ่ายเกินค่าครองชีพ หรือเงินเดือนของคุณแล้ว ให้ระวังไว้สักนิด

3 ผัดวัน ไม่มีวินัย ชิลไปวัน

สโลว์ไลฟ์ คือชีวิตชั้นสูง ที่คนที่มีฐานะทางการเงินพร้อมพรั่งเท่านั้น จึงจะพร้อมสำหรับการนั่งจิบกาแฟเรื่อย ท่องเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ บินไปเที่ยวเมื่ออย า กไป ใช้เงินซื้อความสะดวกสบายเท่าที่สบายใจ แต่กลับมาก่อน คุณยังเป็นหนี้ คุณยังไม่มีการเงินที่มั่นคง คุณยังไม่มีความสะดวกมือในการจับจ่าย เพราะคุณยังไม่มีวินัยทางการเงินที่ดีและรัดกุม

ที่สำคัญ คุณยังทำงานและเก็บเงินแบบผัดวันประกันพรุ่งอีกด้วย การเรียบเรียงชีวิตใหม่ จัดลำดับความสำคัญ 1 2 3 ว่าเป้าหมายที่คุณต้องการในชีวิตคืออะไร จะทำให้คุณวางแผน ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง และสร้างวินัยให้กับชีวิตที่ต้องการได้เร็วขึ้นเป็นเท่าตัว

4 คิดมากจนก้าวสู่ความขี้ขลาด

คนคิดมากกับคนรอบคอบนั้นต่างกัน คนคิดมากจะไม่ลำดับข้อมูลที่ควรนำมาไตร่ตรอง แต่จะนำทุกปัญหามารวมกันจนทำให้ไม่เห็นทางออก แต่คนที่คิดรอบคอบจะคิดเป็นเรื่อง และลำดับความสำคัญว่าเรื่องใดควรมาก่อนมาหลัง ทำให้คิดเป็นกระบวนการและได้คำตอบในแต่ละปัญหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งคนประเภทที่คิดมากเมื่อทำธุรกิจ จะไม่กล้าวางแผนในการต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างกำไร

เพราะกลัวความล้มเหลว ทำให้เสียโอกาสสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโต หรือ คนที่คิดมากเมื่อทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน จะกลัวการแสดงความคิดเห็น หรือ ไม่กล้าที่จะทำงานยาก เพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งเป็นเพราะการไตร่ตรองโดยใช้ทุกความคิดมารวมกัน จนกลายเป็นความกังวล หรือ ขยายจนเป็นความขี้ขลาด ที่จะรับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้นทั้งที่โอกาสมาอยู่ตรงหน้า

5 ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น

“ไม่มีใครสามารถทำงานคนเดียวได้” แม้แต่อาชีพฟรีแลนซ์ ก็ยังต้องมีคอนเน็คชั่นเพื่อสร้างงานคุณภาพให้ประสบความสำเร็จ เมื่อคุณต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นในทีม สิ่งสำคัญไม่ใช่ผลงานที่ประสบความเร็จตามเป้า แต่คือประสิทธิภาพในการประสานงานให้เกิດผลลัพธ์สูงสุดตามที่ตั้งเป้าไว้ หลายคนพลาดโอกาสสำคัญในการก้าวหน้าหรือเลื่อนตำแหน่งงาน

เพราะไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานคนอื่นได้ จึงทำให้ผู้บริหารเห็นว่าคุณยังไม่เหมาะสมจะเลื่อนตำแหน่ง หรือ หากคุณทำธุรกิจอยู่ ก็คงจะติดขัดอย่างแน่นอน หากต้องร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์เพื่อขยายธุรกิจ แต่คุณกลับทำตัวเป็นพระเอกอยู่คนเดียว และเที่ยวบอกใคร ว่าคุณทำงานนี้สำเร็จทั้ง ที่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของทีมงาน

6 กลัวความจริง กลัวการตั้งเป้าหมายในชีวิต

การพุ่งชนเป้าหมาย อาจเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับบางคน เช่น คนที่ตั้งเป้าว่าจะ “ปลดหนี้” แต่กลัวการเห็นเงินในบัญชีพร่องลงจากการชำระหนี้ตรงตามเวลา หรือไม่มีวินัยในการปลดหนี้ จึงทำให้เลี่ยงการชำระหนี้ จนเป็นเหตุให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น หรือบางคนตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บเงิน 10-20% จากเงินเดือนเป็นประจำ

แต่กลับถอดใจเพราะเห็นสินค้าที่ชอบกำลังลดราคากระหน่ำ ทำให้ต้องควักเงินซื้อมาจนได้และเป้าหมายที่อยากเก็บเงินจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า ความล้มเหลวที่คนเหล่านี้ประสบคือ “ความกลัวเป้าหมายที่ตนอยากทำ” หรือ ไม่กล้ามีเป้าหมาย เพราะกลัวทำไม่ได้ จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้ชีวิตของคุณพังและไม่สามารถหลุดพ้นความจนได้สักที

เรียบเรียงโดย ออมฮัก