สาเหตุสำคัญที่ชีวิตเรา “ ย่ำอยู่กับที่ ” (มีวิธีแก้ไขให้)

หลายครั้งที่ปัจจัยต่างๆ ฉุดรั้งเราไว้จน ชีวิตไปไม่ถึงไหน กับเขาสักที บางคนเลือกที่จะโทษคนอื่น หรือสถานการณ์ต่างๆ บางคนตัดขาดตัวเอง ไม่ยอมรับรู้ความเป็นจริงรอบด้าน ขณะที่บางคน กลับก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าใครๆ

1. ยึดติดกับความฝันอันเลื่อนลอย

ใครๆ ก็มีความฝัน แต่มีบางคนที่ใช้ชีวิตอิงอยู่กับความเพ้อฝัน จนหลงลืมมองความเป็นจริง ทำให้เขาติดอยู่ในกับดักแห่งจินตนาการ จนไม่คิดจะพย าย ามอย่างเอาจริงเอาจัง หน้ามืดตามัว จนลืมมองความเป็นไปได้ เช่น วาดฝันว่าจะได้แต่งงานกับใครบางคน ความฝันคือถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งแล้วจะได้ไม่ต้องทำงาน ฝันจะได้ไปเปิดร้านนวดที่ต่างประเทศ แต่ไม่ศึกษาภาษา หรืออะไรสักอย่าง

หนทางแก้ไข : หากคุณรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นคนแบบนี้ ทางแก้ไขคือ ก้าวออกมาจากความเคยชินในชีวิต ลองทำบางอย่างที่เราไม่เคยทำสำเร็จมาก่อนให้สำเร็จดูสักครั้ง ความรู้สึกดีๆ ณ ขณะนั้น จะขับเคลื่อนให้เราอย ากลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นได้มากขึ้น แทนการจมจ่อมอยู่กับโลกจินตนาการ

2. วอกแวกไปสนอย่างอื่น จนลืมเป้าหมาย

เคยมั้ย ที่บอกกับตัวเองว่า เดี๋ยวเช็ค facebook แปปนึงแล้วค่อยกลับไปทำงานแล้วกันนะ หลายคน สัญญากับตัวเองแบบนี้ ก่อนจะจมหายไปกับการท่องโลกโซเชียล หลายคนย าวถึงเช้าไปเลยก็มี นี่เป็นอีกหนึ่งข้อเสียของเทคโนโลยี ที่มาพร้อมกับความเพลิดเพลินใจในการไถมือถือ เพราะผลลัพธ์ของมันก็คือ งานที่ควรจะเสร็จ ก็ไม่เสร็จสักอย่าง

หนทางแก้ไข : เราต้องมั่นคงกับเดตไลน์ของเรา จัดลำดับความสำคัญ และแบ่งเวลาให้ชัดเจน ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งยั่วยุต่างๆ ที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ทำให้เสียเวลาชีวิต

3. เอาแต่โทษคนอื่นอยู่เสมอ

สำหรับคนที่เมื่อเกิดเรื่องผิดพลาด ก็มักจะโทษคนอื่น นอกจากตัวเองไว้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น โทษดินฟ้า อากาศ โทษคนรอบข้างหรือแม้แต่พ่อแม่ ว่าเป็นต้นเหตุของทุกความล้มเหลวในชีวิตเรา ขอให้ลองทบทวน และปรับทัศนคติใหม่ เราอาจนึกเสียใจกับเรื่องที่ผิดพลาดได้ แต่ถึงจะโทษคนอื่นๆ ไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา จริงมั้ย?

หนทางแก้ไข : ทางเดียวที่จะแก้ไขคือลุกขึ้นมาตั้งเป้าหมาย และพย าย ามด้วยตัวเอง จะประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง

4. วิเคราะห์ตัวเองมากไป จนไม่เริ่มอะไรเลย

การวิเคราะห์ตัวเองมากเกินไป จะทำให้เราค่อยๆ ค้นพบปัญหาในตัวเองมากขึ้นๆ ผลลัพธ์คือ มันจะเริ่มหยั่งรากลึกในตัวคุณ ทำให้คุณรู้สึกแย่กับเหตุการณ์ร้ ายๆ เรื่องผิดพลาดต่างๆ ที่อาจจะเกิด แต่ยังไม่ทันเกิด และแน่นอนว่าแบบนี้จะยิ่งทำให้เครียดมากขึ้น และกลัวจนไม่เริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง

หนทางแก้ไข : ทางที่ดี เราควรจะมองหาความพึงพอใจด้านบวก และ ความเป็นไปได้ในตัวของเราเอง ซึ่งจะช่วยให้เรารู้สึกกระตือรือร้น และกล้าที่จะเริ่มต้นลงมือทำบางอย่าง

5. ขาดแรงจูงใจและความพยายาม

เชื่อว่าบางครั้ง หรือหลายๆ ครั้ง คุณเองก็เคยเป็นแบบนี้ ตั้งเป้าไว้ดิบดี วันนี้จะไปเข้ายิม พรุ่งนี้เริ่มไดเอท แต่ทำๆ ไปได้ประมาณอาทิตย์ หรือเดือนกว่าๆ ก็เลิกซะแล้ว ที่มันเป็นซะอย่างนี้ก็เพราะเราไม่มีความมุ่งมั่น และความต้องการที่จะทำมากพอนั่นเอง

หนทางแก้ไข : ให้จดจ่อกับสิ่งที่ต้องทำให้ได้ อาจจะเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปก่อน เช่น เริ่มลดมื้อเย็นลงเรื่อยๆ วันละ 1 ทัพพี หรือ 1 ช้อน ลองมองภาพตัวเองในอนาคต เมื่อเราพยายามทำสิ่งนี้จนสำเร็จแล้ว มันจะดีขนาดไหน ไม่ควรกดดันตัวเองเกินไป เพราะถ้าเครียด ก็อาจจะส่งผลเสียกับสุขภาพ หรือ ทำให้ล้มเลิกความตั้งใจไปกลางทางอีกครั้ง

6. โยนความรับผิดชอบให้คนอื่น

ถึงทุก ความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นในชีวิตจะไม่ใช่ความผิดเราทั้งหมด แต่หากมันเกี่ยวข้องกับเรา เราก็ต้องยอมรับว่าตัวเองมีส่วนในการรับผิดชอบด้วย การโยนความรับผิดชอบให้คนอื่น ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย ในทางกลับกัน หากคุณยอมรับความผิด และเปลี่ยนแปลงบางสิ่งด้วยตัวเอง จิตสำนึกในความรับผิดชอบนี้ จะชักจูงชีวิตคุณไปยังทิศทางที่ดีขึ้น อย่างน้อยๆ คุณก็ไม่ใช่คนที่ทำตัวลอยลำ

หนทางแก้ไข : ลองคิดหาไอเดียสำหรับแก้ปัญหาที่เกิด นอกจากจะได้เพิ่มศักยภาพในการทำงานให้ตัวเองแล้ว เราจะได้ไม่รู้สึกแย่กับตัวเองทีหลังที่ปล่อยให้มันผ่านไป โดยไม่ทำอะไรเลย

7. กลัวตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม

จากเรื่องราวความล้มเหลวของคนอื่นที่เราเคยได้เห็นผ่านตา อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้เรายังไม่กล้าลองทำสิ่งที่อย ากทำ เพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ กลัวจะเป็นแบบเขา

หนทางแก้ไข : ในกรณีนี้อย ากแนะนำให้ลองวิเคราะห์สถานการณ์ของตัวเองดูก่อน หรืออาจลองคุยกับคนรอบข้าง เพื่อทบทวนปัญหาและอุปสรรคของตัวเองจากสายตาคนนอก ไม่มีความสำเร็จรูปแบบไหน เกิดขึ้นได้ หากเราไม่เริ่มต้นลงมือทำ ขอให้คิดเสียว่า การลองผิดลองถูกเป็นเรื่องธรรมดา

ขอบคุณแหล่งที่มา : verrysmilejung